10 เทคนิคปรับแต่ง WordPress เว็บไซต์ให้ไวติดจรวด

ความเร็วของเว็บไซต์มีผลต่อการใช้งานของผู้ใช้ Google เองยังให้ความสำคัญในการจัดอันดับ Page Rank โดยให้ความเร็วของการโหลดหน้าเพจเป็นองประกอบ เว็บไซต์ที่โหลดหน้าเพจได้ไว้ สามารถที่จะเรียกผู้ใช้ได้มากกว่าเว็บไซต์ที่ไหลดช้า เพราะฉนั้นนอกจากหน้าเนื้อหาของเว็บที่จะต้องดี หน้าตาเว็บสวยงาม โครงสร้างเว็บเชื่อมโยงกันและใช้งานง่ายแล้ว การปรับแต่งเว็บให้ผู้ใช้โหลดได้เร็วก็มีส่วนที่สำคัญมาก

ถ้าเว็บของคุณยังไม่เคยทดสอบความเร็วเลย ลองทดสอบด้วย Google PageSpeed Insights ด้านล่าง

https://developers.google.com/speed/pagespeed/insights/

หลังจาการทดสอบความเร็วเว็บไซต์ด้วย PageSpeed Insights คุณจะได้เห็นความเร็วเว็บไซต์ของคุณที่เข้าถึงด้วย Mobile และ Desktop พร้อมทั้งคำแนะนำในการปรับแต่งค่าต่างๆ

Google ให้ความสำคัญกับความเร็วในการจัดอันดับ Page Rank ไม่ต่างจาก Microsoft Bing:

“A 2-second longer delay in page responsiveness reduced user satisfaction by 3.8%, increased lost revenue per user by 4.3%, and a reduced clicks by 4.3%.”

“เว็บไซต์ช้าขึ้น 2 วินาที จะเสียลูกค้าไป 3.8% จะสูญเสียรายได้(ต่อลูกค้าหนึ่งคนไป) 4.3% และเปอร์เซ็นการคลิกจะลดลง 4.3%”

 

ต้องการรับ PDF 10 เทคนิคการปรับแต่ง WordPress ฉบับสมบูรณ์กรุณาป้อนชื่อและอีเมล์ข้างล่าง

 

บทความนี้จะแนะนำการปรับแต่งเว็บไซต์ที่ทำงานด้วย WordPress เป็นหลัก แต่ไม่ไช่เฉพาะเว็บไซต์ที่จัดการด้วย WordPress เท่านั้นที่จะได้ประโยชน์ เว็บไซต์ทั่วไปก็สามารถนำแนวคิดและหลักการไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้เว็บไซต์ได้เช่นกัน

1. เลือกเว็บโฮสติ้งที่ดี

เว็บไซต์ที่ดี (ทำงานได้ไวและไม่ล่ม)ต้องทำงานอยู่เป็นโฮสติ้งที่ดี การเลือกเว็บโฮสติ้งที่ดีนั้นเป็นมีความสำคัญและเป็นข้อควรพิจารณาในอันดับต้นๆ เว็บโฮสติ้งที่ดีควรจะให้ความมั่นใจกับผู้ใช้บริการได้ว่าเว็บไซต์จะทำงานได้ไว (Load Time/Speed) และสามารถให้บริการเกือบตลอดเวลา ( Uptime > 99.97 ) ที่ผมบอกว่าเกือบจะตลอดเวลาเพราะในโลกความเป็นจริงนั้นเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ได้ตลอดเวลาตลอดปีและตลอดไป ดังนั้นสิ่งที่เราต้องพิจารณาคือ ผู้บริการเว็บโฮสติ้งที่มีประสบการณ์ในการให้บริการ มีผู้เชียวชาญมีบริการที่ดีเพื่อช่วยเหลือยามมีปัญหา มีระบบจัดการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และเน็ทเวิร์คที่ดีที่จะช่วยในเรื่อง Load Time และ Uptime

2. เลือก WordPress Theme ที่ดีและติดตั้งเฉพาะ Plugins ที่จำเป็น

การเลือก WordPress ธีมนั้นถ้าเป็นธีมที่มีกล่าวอ้างว่า “Lightweight and Speedy” ธีมพวกนี้จะมักจะมีคุณสมบัติที่ทำงานได้เร็ว

3. โหลดเร็วกว่าด้วย Catching Plugin

การทำงานหลังบ้านของ WordPress คือใช้ PHP ติดต่อกับฐานข้อมูล MySQL สำหรับการโหลด Page หรือ Post นั้น WordPress นั้นจะเป็นการดึงข้อมูลใน Tables แปลงเป็น HTML ส่งกลับไปให้ผู้ใช้ การทำ Caching จะจัดการเก็บข้อมูลที่เรียกไว้ในรูปของ Static files

 

4. เร็วกว่าด้วย Offsite Caching – CDN (Content Delivery Network)

ผมเรียกหัวข้อนี้ว่าเป็น Offsite Caching เพราะข้อมูลในเว็บไซต์ของเราจะถูกเก็บกระจายออกไปตามเซิฟเวอร์ต่างๆ ทั่วโลก และเมื่อมีผู้เข้าชมจากจุดไหน ระบบก็จะส่งข้อมูลให้ชมจากเซิฟเวอร์จุดที่อยู่ใกล้ที่สุด ดังนั้นจึงทำให้เว็บของเราเปิดเข้าชมได้เร็วขึ้นจากสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เพราะมันโหลดจากที่ที่ใกล้ที่สุดนั่นเอง

 

5. ภาพใหญ่โหลดช้าแต่ความคมชัดเท่าเดิม

สำหรับการทำบล๊อกให้น่าสนใจขาดไม่ได้เลยที่ต้องเลือกรูปภาพประกอบให้สื่อความหมายและสวยงาม ภาพใหญ่ขนาดไฟล์ใหญ่จะส่งผลให้ใช้เวลาการโหลดสูงขึ้น และขนาดของไฟล์ภาพก็ไม่ได้มีผลต่อคุณภาพของภาพด้วยซ้ำ สำหรับผมภาพความกว้างขนาด 1024px ถึงว่าเป็นภาพขนาดความกว้างสูงสุดที่พอดีสำหรับการแสดงบนหน้าจอ Desktop ถ้าคุณปรับขนาดภาพเองได้ จะได้ภาพที่พอเหมาะขนาดที่เท่ากันสำหรับการแสดงในหน้าเพจ โดยเฉพาะ Featured images (เวลาทำ Slide images ที่ Header/Top ของ home page จะสวยงาม)

6. หน้าที่ควรโหลดเร็วที่สุดคือหน้า Home

หน้า Home เปรียบเสมือนหน้าบ้านดังนั้นนอกจากจะสวยงามแล้วต้องโหลดได้ไว คนส่วนมากถ้าเข้าหน้า Post หรือ page แล้วประทับใจก็จะคลิกไปที่หน้า Home และเมื่อรู้สึกประทับใจหน้า Home ด้วยแล้ว หน้า Home ก็จะเป็นประตูแรกที่ลูกค้าจะเข้าหน้าเว็บของคุณ การปรับแต่งหน้า Home ทำได้ง่ายๆดังนี้

7. ปรับปรุง Database ให้กระชับขึ้น

ฐานข้อมูลเมื่อใช้ไปนานๆ ข้อมูลเพิ่มขึ้นควรจะต้องมีการปรับปรุง (Optimize) เพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น MySQL เป็นฐานข้อมูลของ WordPress ก็เช่นเดียวกัน การปรับปรุงสามารถทำได้เองแบบแมนนวลถ้าคุณมีความรู้เกี่ยวกับ Database เช่นการลบข้อมูลขยะพวก Spam comments ทิ้ง การทำ Index เพื่อให้การค้นหาข้อมูลเร็วขึ้น

 

8. ปิดการขโมย Image Link (Hotlinking) เพื่อลดโหลดทราฟิก

เมื่อบทความหรือรูปภาพในเว็บของคุณเป็นที่ต้องการ มีความเป็นไปได้ที่เว็บไซต์ของคุณจะถูกคัดลอกและบทความที่ถูกคัดลอกไปที่เว็บไซต์อื่นจะมีรูปภาพ link ที่ส่งไป link ไปเว็บไซต์ที่ถูกขโมย ที่เราพูดถึงคือ link รูปภาพซึ่งจะเป็นตัวขโมยทราฟฟิกทำให้เว็บไซต์ของคุณช้าลงได้

 

9. เพิ่ม LazyLoad ให้ภาพในเว็บไซต์

การโหลดภาพในเว็บไซต์นอกจากจะสามารถเพิ่มความเร็วในการโหลดภาพด้วยการปรับขนาดรูปภาพให้เหมาะสมแล้ว เรายังสามารถโหลดภาพเฉพาะภาพที่ผู้ใช้กำลังเรียกใช้เรียกใช้ได้อีกด้วย การโหลดภาพในลักษณะนี้เรียกว่า LazyLoad การโหลดลักษณะนี้จะช่วยให้การโหลดหน้าเว็บทำงานได้เร็วขึ้น

 

10. กำหนดเวลาหมดอายุให้กับ Static Resources

การทำ Web Caching ส่วนใหญ่มักจะมีเวลาหมดอายุกำกับกับ Resources ต่างๆเช่น รูปภาพ ไฟล์วีดีโอ CSS และ JavaScript เมื่อไฟล์เหล่านั้นถูกทำ Caching และหมดอายุ ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์จะโหลด Resources จากเว็บไซต์มาใหม่ การโหลดมาใหม่นี่เองจะส่งผลให้เว็บไซต์ใช้เวลาในการโหลดนานมากขึ้น

Facebook Comments