เว็บโฮสติ้งคืออะไร

เว็บโฮสติ้ง (Web Hosting) คือ รูปแบบการให้บริการสำหรับผู้ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้ใช้งานสามารถที่จะฝากเว็บไซต์ของตนไว้กับผู้ให้บริการโฮสติ้งเพื่อเปิดร้านค้าออนไลน์ หรือใช้บริการอื่นๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตได้

 

ขอยกตัวอย่างตัวอย่างให้เห็นภาพ ว่าเว็บโฮสติ้งคืออะไร ให้นึกถึงห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆที่ให้เรานำสินค้ามาขายในร้านค้าที่เขาจัดเตรียมไว้

 

เปรียบเทียบเว็บโฮสติ้งกับธุรกิจของคุณ

ตามหลักความเป็นจริงผู้ใช้บริการเว็บโฮสติ้ง ไม่ได้เข้าไปดูว่าเว็บโฮสติ้งที่เราใช้บริการอยู่นั้นตั้งอยู่ที่ไหน เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์หน้าตาเป็นอย่างไร ระบบเน็ทเวิร์คใช้ยี่ห้อไหน แต่สิ่งที่เราต้องการรู้คือบริการที่ได้จะได้รับจากเว็บโฮสติ้ง เว็บไซต์ที่เราต้องการนำไปฝากไว้จะสามารถทำงานได้ดีหรือไม่ เมื่อมีปัญหาจะมีคนช่วยเราแก้ไขหรือไม่

ผมขอยกตัวอย่างสมมุติว่าคุณคือเจ้าของธุรกิจที่กำลังเปิดธุรกิจใหม่ สิ่งที่คุณต้องการก็มี ชื่อบริษัท ที่ตั้งบริษัท สินค้า และพนักงาน ซึ่งคุณอาจจะเช่าที่หรือตึกในการดำเนินงาน เช่นเดียวกับการเปิดเว็บไซต์ออนไลน์ของคุณ คุณจะต้องติดต่อเว็บโฮสติ้งเพื่อใช้ในการสร้างเว็บไซต์ เว็บโฮสติ้งก็คือผู้ให้เช่าตึก โดเมนเนมก็คือชื่อบริษีท ข้อมูลในเว็บไซต์ก็คือสินค้า ผู้ดูแลระบบหรือ Support ก็คือพนักงาน

Web Hosting VS Your Company

Web Hosting = Landlord

Domain name = Your Company Address

Web Content = Your Product

Support = Your Staff

 

ตั้งชื่อเว็บไซต์ของคุณ

เมื่อคุณเปิดบริษัทคุณก็ต้องตั้งชื่อ ไม่ต่างกับการเปิดเว็บไซต์ที่ต้องการชื่อเหมือนกัน ในขั้นตอนการลงทะเบียนเพื่อขอให้เว็บโฮสติ้งคุณจำเป็นต้องมีโดเมนเนม ซึ่งคุณจะจดโดเมนใหม่กับผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งเลยก็ได้ (โดยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งให้บริการจดโดเมนเนมด้วย) หรือจดโดเมนเนมต่างหากกับผู้ให้บริการจดโดเมนเนมรายอื่นก็ได้ แต่ถ้าคุณมีโดเมนอยู่แล้วก็สามารถใช้โดเมนเดิมที่มีอยู่สมัครใช้งานเว็บโฮสติ้งได้เลย

การตั้งชื่อเว็บไซต์ เปรียบเสมือนการตั้งชื่อบริษัท ผมแนะนำให้เน้นไปที่การสร้างแบรนด์ ให้ชื่อเว็บไซต์เป็นตัวแทนบริการของคุณ ใช้คำสั้นๆ ให้จำง่าย อาจจะสื่อความหมายถึงบริการหรือสินค้าของคุณหรือไม่ก็ตาม หลีกเลี่ยงชื่อเว็บไซต์ที่ซ้ำหรือคล้ายๆกับของคนอื่น และชื่อเว็บไซต์ที่มี trademark  แนนำให้อ่านเรื่องโดเมนเนม

 

เริ่มทำเว็บไซต์และหาเว็บโฮสติ้งแบบนกน้อยทำรังแต่พอตัว

เมื่อคุณเริ่มต้นทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะยังไม่ทราบปริมาณทราฟฟิกหรือปริมาณผู้ใช้งานที่แน่นอน ดังนั้นเราไม่สามารถเลือกเว็บโฮสติ้งที่มีขนาดตรงกับปริมาณทราฟฟิกที่จะเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ ทางเลือกในการหาเว็บโฮสติ้งสำหรับผู้เริ่มต้นก็คือ ใช้ฟรีเว็บโฮสติ้ง (ฟรีโฮสติ้งมีข้อจำกัดหลายอย่างเช่น ติดแบนเนอร์ คุณภาพ โดเมนเนม) หรือ แชร์โฮสติ้งไปก่อนจากเหตุผลเรื่องราคาที่ถูกกว่าแบบอื่น เมื่อเราใช้งานไปได้ซักระยะเราจะทราบถึงทราฟฟิก หรือจำนวนผู้ใช้งาน หรือแม้แต่คุณภาพของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งเอง ทางเลือกต่อไปคือการเปลี่ยนหรือการย้ายเว็บโฮสติ้งใน package ที่สูงกว่า เช่น Could Hosting, VPS และ Dedicated server

การปรับ package ในระดับที่สูงขึ้นจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บโฮสติ้งของเรา แต่สิ่งที่ตามมาคือราคาที่สูงขึ้น และอาจจะต้องมีขั้นตอนการย้ายเว็บโฮสติ้งไปเครื่องใหม่ด้วย สิ่งที่จะช่วยให้การย้ายข้อมูล (migration) รวดเร็วและราบรื่นก็คือให้เราศึกษาการให้บริการของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง หลายๆผู้ให้บริการจะมีบริการช่วยเหลือการย้ายเว็บโฮสติ้งให้ฟรี แต่ในเรื่องความรวดเร็วในการย้ายเพื่อให้เว็บไซต์ของเราออนไลน์เร็วที่สุดนั้นจะต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นเช่าเว็บโฮสติ้งเลย บริการ Cloud Hosting เป็นบริการแบบ Shared Host ที่ใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์จากหลายๆที่ สามารถจะเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บโฮสติ้งโดยไม่กระทบกับเว็บไซต์เลย (Zero downtime) ในขณะที่ถ้าเราเลือกใช้ Shared host แล้วจะเปลี่ยนไปใช้ VPS จะต้องย้ายข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าไปคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ จะมีช่วงเวลา Downtime หรือเว็บไซต์เรา offline สูงกว่ามาก แนะนำให้อ่านข้อมูลรีวิว Could Hosting ที่นี่

บททาทและหน้าทีระหว่างผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งและผู้ใช้บริการ

ถ้าเปรียบเที่ยบการเริ่มต้นธุรกิจกับการเปิดเว็บไซต์ เว็บโฮสติ้งคือผู้ให้เช่าพิื้นที่ให้บริการ ส่วนเว็บไซต์นั้นก็เปรียบเสมือนธุรกิจที่ผู้ใช้บริการจะต้องดำเนินงานและรับผิดชอบเองโดยส่วนใหญ่

หน้าที่หลักๆของผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้งคือการจัดหาที่อยู่ให้เว็บไซต์และการบริการที่ดี เช่น เว็บไซต์จะต้องออนไลน์ตลอดเวลา (Up time) ทำงานได้ไว(Load time)  มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี (Security) มีระบบสำรองข้อมูล (Backup) และมีบุคลากรที่พร้อมจะช่วยเหลือ (Support)

หน้าที่ของผู้ใช้บริการเมื่อจดโดเมนสมัครเว็บโฮสติ้งเสร๋็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ใช้บริการต้องติดตั้งเว็บไซต์ ปรับแต่งหน้าตา เพิิ่มเนิ้อหาให้เว็บไซต์ เปรียบเสมือนคุณกำลังดำเนินกิจการ หน้าที่ของคุณคือทำอย่างไรให้เว็บไซต์มีผู้สนใจเข้ามาใช้บริการมากๆ ปรับปรุ่งเนิ้อหา (Web content) ให้สดใหม่น่าสนใจ และทำเว็บไซต์ให้ออกมาดูดีและใช้งานง่าย ส่วนผู้ให้บริการต้องมีระบบที่มั่นใจว่าเว็บไซต์ของคุณจะออนไลน์ได้ตลอดเวลาและเข้าถึงได้เร็ว

หน้าที่บางอย่างก็ต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเว็บโฮสติ้ง อย่างเช่นระบบความปลอดภัย ควรมีหลักปฏิบัติที่ดีเช่นการตั้ง password และควรติดตั้งเครื่องมือ หรือ plugins ให้เว็บไซต์ ตัวอย่าางเช่น ถ้าเว็บไซต์เราถูกเจาะ หรือ ผู้ให้บริการตรวจพบว่าเว็บไซต์เรามีช่องโหว่ที่ต้องแก้ไข ก็เป็นเรื่องที่ต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ยังมีอีกหลายๆตัวอย่างที่ดีเช่น การติดตั้ง caching การทำ https ที่ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการสามารถช่วยเหลือกันได้

 

ข้อดีของการใช้บริการเว็บโฮสติ้ง

ข้อดีของการใช้บริการเว็บโฮสติ้งคือ เรื่องความสะดวกและประหยัด ผู้ให้บริการจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เซอร์เวอร์ โปรแกรมต่างๆที่จำเป็น ระบบรักษาความปลอดภัย และผู้ดูแล เพื่อให้มั่นใจว่าเว็บไซต์ของเราที่นำไปฝากไว้จะทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในทางตรงกันข้ามถ้าหากเราต้องจ่ายเงินและลงมือด้วยตัวเองเพื่อจัดการกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นย่อมต้องลุงทุนสูงอย่างแน่นอน

 

ข้อเสียของการใช้บริการเว็บโฮสติ้ง

น่าจะเรื่องความยืดหยุ่น เพราะผู้ให้บริการเป็นผู้จัดการสิ่งต่างๆเองทั้งหมด แต่เรื่องนี้ไม่ไช่ประเด็นหลัก เราสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นและเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บโฮสติ้งได้ตามราคาการให้บริการ

 

ความคิดเห็นจากผู้เขียน

ถ้าเรามีความสนใจเรื่องโฮสติ้ง หรือกำลังมองหาเว็บโฮสติ้งดีๆมาใช้งาน การศึกษาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้มีความเข้าใจการทำงาน นำไปใช้ให้ตรงความต้องการ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

โฮสติ้งมีหลายประเภทหลากหลายผู้ให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความหลากหลาย และตัวเลือกมากมายนี้ทำให้เราต้องมีความเข้าใจระดับหนึ่ง ไม่ต้องมากมายขนาดต้องทำเองได้ เพียงแค่รู้ว่าระดับความต้องการของเรา จะเลือกแบบไหนถึงจะดีที่สุด ประหยัดที่สุดก็พอครับขอบคุณที่ติดตาม มีคำถามอะไรฝากไว้ที่ Comment ได้ครับ

Facebook Comments